1 ตุลาคม 2014, 02:51:36
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เกมของการประชุม G-20  (อ่าน 1217 ครั้ง)
Porsche
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 28,314


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 2 เมษายน 2009, 14:27:50 »

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามเล่นไพ่ทางการเมืองใบใหม่ในฐานะผู้นำระดับอินเตอร์ ด้วยการพาตัวเองไปสู่ที่ประชุมสุดยอดผู้นำ G-20 อ้างว่าเป็นประธานอาเซียนโดยที่รู้ดีว่า จะไม่ได้เข้าไปในที่ประชุมกับเขาหรอก เพราะไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศ G-20กับเขา 

รายชื่อประเทศ  G-20 อย่างเป็นทางการนั้น เรียงตามอักษรภาษาอังกฤษ จะเป็น อาร์เจนติน่า  ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเชีย อิตาลี  ญี่ปุ่น เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ตุรกี สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และ สหภาพยุโรป 

ไม่มีชื่อประเทศไทยปรากฏที่ไหนๆ การเดินทางไปเสียเวลาของอภิสิทธ์ จึงไม่มีอะไรมากไปกว่า การเล่นไพ่ฆ่าเวลาเพื่อหาทางโปรโมทตัวเอง เวลากลับมาเมืองไทยก็จะอ้างว่าได้ไปพบกับคนสำคัญของโลกที่เข้าประชุมในคราว นี้ และ"ได้กระตุ้นภาพลักษณ์ของประเทศไทย"ซึ่งไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำ 

ถือว่าเป็นงานถนัดของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์นับแต่สมัยชวน หลีกภัยเขาล่ะ อะไรที่จะเอามาอ้างได้ เป็นขอแย่งทำทั้งนั้น 

เพียงแต่คราวนี้  เรื่องจะไปแย่งซีนชาวบ้านเขาคงทำได้ยาก  เพราะมีผู้นำชาติอาเซียนคนหนึ่งที่เข้าประชุม  G-20  กับเขาด้วยคือ ประธานาธิบดีของอินโดนีเชีย ที่กำลังมีปัญหากับเศรษฐกิจของเขาอย่างหนัก การจะไปทำให้เขาอารมณ์ขุ่นมัวเพิ่มขึ้นอีก คงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน 

ว่าไปแล้ว การเดินทางไปที่อังกฤษเพื่อสังเกตการณ์ประชุมสุดยอดนั้น ไม่ใช่เรื่องจำเป็นแต่อย่างใด เพราะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นการแสดงละครทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างหนึ่งที่สิ่ง ที่ปรากฏให้คนเห็น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงเสมอไป 

เหตุผลก็คือ ทุกคนต่างมีไพ่ที่จะปิดและหงายสำหรับเล่นตามทฤษฎีเกมกันลล่วงหน้าเอาไว้แล้ว ประเด็นที่ต้องรู้กันก็คือ ใครจะเล่นเกมกินรวบ หรือเล่นเกมกินแบ่งเท่านั้นเอง 

ตัวอย่างง่ายๆ ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นิโคล่าส์ ซาร์โกซี ประกาศว่า  จะวอล์กเอาท์จากที่ประชุม  หากไม่มีข้อตกลงอะไรคืบหน้า  ทุบโต๊ะกันแรงๆอย่างนี้  ไม่ใช่คิดจะเดินออกจริง แต่แค่ส่งสัญญาณว่า การประชุมที่จะมีขึ้น จะต้องมีข้อสรุปเอาไว้แน่นอน แต่เป็นประโยชน์กับฝ่ายไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

ส่วนสหรัฐฯก็เช่นกัน         รีบลนลานแก้ไขข้อความในคำประกาศ"ซื้ออเมริกา"ที่เดิมบังคับว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามสูตรเคนส์นั้นจะต้องซื้อสินค้าจากอเมริกาก่อน ก็เปลี่ยนประเด็นเป็นว่า แม้จะต้องซื้อสินค้าอเมริกันตามเดิม แต่หากส่วนประกอบของสินค้านั้นทำในต่างประเทศ  ก็ไม่ว่ากัน  ซึ่งทำให้ข้อกล่าวหาที่อาจจะร้อนแรงในที่ประชุมก็ตกไปอย่างทันทีทนควัน 

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างของการประชุม จะพบว่า ประกอบด้วยชาติที่เป็นคู้ต่อรองหลักคือ สหรัฐฯ/ญี่ปุ่น/แคนาดา/เกาหลีใต้ และ สหภาพยุโรป ตามมาด้วยชาติกำลังพัฒนาหลายทวีปเช่น  เกาหลีใต้  ออสเตรเลีย จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย อินโดนีเชีย แอฟริกาใต้ ซาอุดิอาระเบีย อาร์เจนติน่า และเม็กซิโก 

ชาติกำลังพัฒนาเหล่านี้   ดูเหมือนจะมีจีนและรัสเซียเท่านั้น  ที่ดูจะมีเสียงดังพอต่อรองกับชาติอื่นๆได้  ในขณะที่ผู้นำชาติอื่นๆดูเหมือนจะหมกมุ่นกับปัญหาตัวเองมากเกินกว่าจะคิด สร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ 

อาร์เจนติน่า  มีปัญหารายได้จากภาษาส่งออกสินค้าเกษตรลดฮวบจนต้องดิ้นรนเก็บภาษีส่งออกถั่ว เหลืองมาจุนเจือคลัง อินโดนีเชียน้ำมันถูกดูดเกือบหมดแล้ว ต้องนำเข้าแทนส่งออก    เม็กซิโกแค่คิดเรื่องปราบแก๊งค้ายาเสพติดและดูแลการประท้วงรัฐบาลที่กำลัง แพร่ขยายทั่วประเทศก็วุ่นวายเต็มที 

อินเดียกำลังจะมีเลือกตั้งไม่กี่วันข้างหน้า ไม่รู้ออกหัวหรือก้อย เพราะว่าพรรคการเมืองระดับชาติใหญ่ๆนั้น ดูเหมือนจะแตกกระจายสู้พลังของพรรคระดับรัฐที่กำลังมาแรง จนคาดกันว่าหลังเลือกตั้งจะมีรัฐบาลผสมเบี้ยวหัวแตกที่อยู่กันง่อนแง่นมาก 

ซาอุดิอาระเบีย ทำได้แต่ส่งออกน้ำมัน กับหารายได้จากนักแสวงบุญมุสลิมที่เข้ามาใช้จ่ายปีละมหาศาล อย่างอื่นคิดไม่ออกหรอก ล่าสุดก็เพิ่งสั่งปลดผู้ว่าการะนาคารชาติซื้อเวลาไปตามที่ถนัด 

ส่วนแอฟริกาใต้นั้น ดูเหมือนจะยุ่งกับปัญหาอาชญากรรมที่ระบาดทั่วประเทศ จนมีแนวโน้มจะถูกฟีฟ่าระงับแข่งฟุตบอลโลกปีหน้าได้ง่ายๆ และปลายเดือนนี้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผู้นำที่มาประชุมจะอยู่หรือไปต่อ 

นั่นหมายความว่า   การประชุมคราวนี้  มีลักษณะการเจรจา  3  เส้า  ระหว่าง กลุ่มสหรัฐ  กลุ่มสหภาพยุโรป และกลุ่มจีน/รัสเซีย ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีจุดยืนที่ชัดเจนพอสมควรก่อนการประชุม และดูเหมือนว่า จะซ่อนมีดคนละเล่มเอาไว้ข้างหลังด้วยกันทั้งนั้น 

สหรัฐฯโดยโอบาม่านั้น ทุ่มเงินฟื้นเศรษฐกิจสไตล์เคนส์(โดยหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์แบบสมัยรุสเวลท์ใน อดีต)โดยมีรัฐมนตรีคลังอ่อนหัดเป็นหัวแรงที่ไม่ค่อยเข้าท่านัก ดังนั้น จึงเน้นจะให้โลกช่วยทุ่มเงินเพิ่มเติมอีก 

ส่วนสหภาพยุโรปก็บอกว่า   ทุ่มเงินอย่างเดียว   แต่ไม่ปรับโครงสร้างของสถาบันการเงินเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม  จะเป็นเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่า จึงให้ทุ่มเงินอย่างมีจังหวะ ไม่ใช่ทุ่มบ้าเลือดแบบที่สหรัฐฯกำลังทำอยู่แล้วไม่ได้ผล 

รัสเซียกับจีนนั้น ชัดเจนว่า ต้องการแหย่เสือบาดเจ็บให้หลาบจำ โดยกะจะยื่นข้อเสนอให้เอาระบบเงินที่ไม่เคยใช้มาในทางปฏิบัติอย่าง SDRsของกองทุนการเงินระหว่างประเทศมาเป็นเงินตราสากลทดแทนดอลลาร์   ซึ่งหากมีคนขานรับ  ก็หมายความว่า  อำนาจของดอลลาร์จะหลุดลอยกะทันหัน เหมือนกับที่ค่าเงินปอนด์สเตอริงของอังกฤษเคยเป็นมาก่อน 

แน่นอนว่า ความแตกต่างของสามเส้าต่อรองในที่ประชุมนั้น อาจจะไม่ได้ปะทะกันรุนแรงมากมาย แต่ก็คงจะมีการหาทางประนีประนอมกันในระดับหนึ่ง เพื่อหาทางอวดอ้างว่าการประชุมคราวนี้บรรลุผลก้าวหน้าและจะช่วยให้ฟื้น เศรษฐกิจโลกไปได้เปลาะหนึ่ง  ซึ่งโดยข้อเท็จจริง อาจจะตรงกันข้าม 

เกมของการประชุมG-20 คราวนี้ จึงมีแนวโน้มจะออกมาในรูปของละครประเภท"ต้มคนดู และต้มตัวเอง"กันเสียมากกว่าอย่างอื่น

คำถามก็คือ แล้วนายกรัฐมนตรีไทย กำลังคิดว่าตัวเองเล่นบทอะไร? ระหว่างนักต้มคนอื่น กับ นักหลอกตัวเอง? 



http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/article_detail.aspx?cid=25634
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: