25 ตุลาคม 2014, 11:11:34
กระทู้ใหม่กระทู้ใหม่

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: กราฟเปรียบเทียบค่าเงินบาท ว่าแข็งค่ามากกว่า ค่าเงินของประเทศคู่แข่งทางการค้าจริง  (อ่าน 2167 ครั้ง)
Porsche
Global Moderator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 28,314


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 9 มิถุนายน 2009, 17:52:23 »

โพสต์โดย : มาหาอะไร

ถ้าดูจากกราฟค่าเงินดอลลาห์สหรัฐ (USD)
เปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลต่างๆ
จะพบว่าไปในแนวทางเดียวกัน
คือค่าเงินดอลลาห์สหรัฐอ่อนค่าลง
ค่าเงินสกุลต่างๆ แข็งค่ามากขึ้น

แต่ถ้าดูกราฟค่าเงินบาท (THB) เปรียบเทียบกับ ค่าเงินสกุลต่างๆ
จะเห็นว่า กราฟส่วนใหญ่ ณ จุดสิ้นสุด (ประมาณ 9 มิ.ย.52)
จะอยู่สูงกว่าจุดเริ่มต้น(ประมาณ 10 พ.ค.52) แทบทั้งนั้น
ยกเว้นเงินเยนญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท
นอกนั้นอ่อนลงมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่สกุลเงิน
แสดงว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
ค่าเงินบาทแข็งกว่าค่าเงินประเทศคู่แข่งจริง
มันน่าจะเป็นสิ่งที่ผิดปกติ
ไม่น่าจะเป็นเรื่องปกตินัก
ที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นในช่วงนี้
ตอนนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
ผมเดาเอาว่า
อาจเป็นเพราะรัฐบาลนี้
กำลังมีโครงการเม็กกะโปรเจ็กส์หรือเปล่า
ต่างชาติเลยอาจขนเงินเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่ม
จนทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
ผลเสียก็จะไปกระทบกับผู้ส่งออก
เรื่องค่าเงินแข็งขายของยากก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้ส่งออกไม่ชอบ
แต่ที่ไม่ชอบสุดๆ ก็คือ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
สมมุติคุณขายสินค้าชิ้นหนึ่งในราคา 1 ดอลลาห์
อัตราแลกเปลี่ยนตอนขายเท่ากับ 35 บาทต่อดอลลาห์
แล้วพอส่งของไปได้เงินมา
อัตราแลกเปลี่ยนเหลือ 34 บาทต่อดอลลาห์
ก็เท่ากับบริษัทคุณขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไป 1 บาท
ต่อราคาสินค้า 1 ดอลลาห์ที่ขายไป
แล้วถ้าขายปริมาณเยอะๆ หล่ะ
จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนมากเท่าไหร่
และถ้ามันแข็งค่าเพิ่มมากกว่า 34 ไป 33 บาทต่อดอลลาห์
ก็ขาดทุนเพิ่มเป็น 2 บาทต่อ 1 ดอลลาห์ที่ขายไป
เรียกว่าทุนหายกำไรหดตามอัตราแลกเปลี่ยน
เรื่องนี้แหละคือเรื่องใหญ่ที่ผู้ส่งออกไม่ชอบ
ในทางกลับกันถ้าเงินบาทอ่อนๆ หรือมีแนวโน้มอ่อนลง
ผู้ส่งออกจะยิ้มแก้มปริ
เพราะจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นทันที

ต้องรอดูสักเดือนถึงจะเห็นภาพชัดขึ้น
ว่าแข็งค่าเพราะเรื่องอะไร
หรือมีการเก็งกำไรค่าเงินหรือไม่ซึ่งมีหลายวิธี
แต่ที่คิดง่ายๆ เห็นชัดๆ ก็คือ
การเอาเิงินเข้ามามากๆ พร้อมๆ กัน เยอะๆ
ก็เหมือนเป็นการปั่นค่าเงินให้แข็งค่าขึ้น
แล้วค่อยขายคืนก็ได้กำไรส่วนต่าง เช่น
เอาเงิน 1 ดอลลาห์เข้ามาแลกเงินบาทได้ 35 บาท
เสร็จแล้วพอทยอยเข้ามาพร้อมๆ กันเยอะๆ
ค่าเงินมันจะแข็งค่าขึ้นตามกลไกตลาด
ไปที่ 34 บาท, 33 บาท หรือต่ำกว่านี้ต่อ 1 ดอลลาห์
ก็จะได้กำไรจากการที่ใช้เงินบาทน้อยลงในการแลกเงินดอลลาห์
หรือเอา 35 บาทไปแลกเงินดอลลาห์ได้มากกว่า 1 ดอลลาห์เป็นต้น
ดังนั้นระวังเรื่องการเก็งกำไรค่าเงินให้ดี
เพราะว่าพวกนี้ไม่รู้จะไปปั่นอะไรในช่วงนี้
ปั่นราคาน้ำมันในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น
ก็จะพากันตายหมู่
ปั่นยากและมันอาจกลับไปกระทบ
ต่อพวกกองทุนการเงินในด้านอื่นๆ
เช่นความไม่แน่นอนของเสถียรภาพสถาบันการเงิน
หรือหนี้เสียที่จะมากขึ้น คนตกงานมากขึ้นเป็นต้น
แต่พวกกองทุนพวกนี้ต้องหาเงินตลอดเวลา
ไม่มีเวลาหยุดรอให้เศรษฐกิจฟื้นถึงมาเก็งกำไรต่อ
ดังนั้นงวดนี้กองทุนการเงินเหล่านี้
อาจหันกลับมาปั่นค่าเงินกันอีกรอบก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ดูกราฟนับสิบได้ที่นี่
http://maha-arai.blogspot.com/2009/06/blog-post_09.html

พึ่งไปเห็นข่าวจะเอาทุนสำรองส่วนเกินมาใช้
รู้ได้ยังไงว่าส่นไหนเกินไม่เกิน
แถมที่สำคัญมันจะเกี่ยวพันกับการปั่นค่าเงินครั้งใหม่นี้ด้วย
คือเขาขนเงินเข้ามาเยอะๆ
ที่จริงทยอยขนมาแล้ว
พอปั่นให้ค่าเงินแข้งก็จะได้กำไรมาก
เขาก็จะเทขายบาทซื้อดอลล่าห์
ตอนนี้แหล่ะเงินดอลล่าห์ที่ว่ามีเยอะๆ
จะวูบลงอย่างรวดเร็ว
แล้วถ้าเอามาใช้แล้วตอนที่เขาขายบาทซื้อดอลล่าห์เพื่อฟันกำไร
ถ้ามีเงินสำรองไม่พอ
จะเกิดอะไรขึ้น
ก็เหมือนช่วงปี 40 นั่นไง
ต้องคลานไปขอความช่วยเหลือจาก IMF
แล้วต้องเข้าโปรแกรมสุดหิน
กินยาขมจาก IMF อีกเหมือนเดิม

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=808136
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: